วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เชียงคานในม่านฝน





1.

สวัสดีเชียงคาน...


ในวันสุดท้ายของเดือนพฤษภาคม ล้อรถทัวร์เคลื่อนออกจากหมอชิตตอนสี่ทุ่มเศษ และนำเรามาถึงหน้าตลาดสด อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ตอนเช้าตรู่ ได้สัมผัสแดดแรกของเมืองเล็กๆ
ติดชายแดนลาวที่สงบ เรียบง่าย ขณะเดียวกันขอบฟ้าด้านตะวันตก เมฆกลุ่มใหญ่กำลังก่อตัวอย่างช้าๆและดูท่าว่าคงจะรวมพลพรรค
สร้างความชุ่มช่ำให้แก่ที่นี่ในอีกไม่กี่อึดใจ

สอบถามชาวบ้านแถวตลาดถึงเส้นทางไปยังที่พักที่จึงรู้ว่าอยู่ไม่ไกลนัก
เลยคิดว่าเดินไปดีกว่า ถือโอกาสทอดไมตรีในฐานะผู้มาเยือน
กับเจ้าของบ้านไปเรื่อยๆ ทำให้ได้เห็นบรรยากาศบ้านเรือน และผู้คนที่กำลังเริ่มต้นวันใหม่่ ค่อยๆ ประกอบขึ้นเป็นจังหวะชีวิตในแบบของตน ด้วยอัตราความถี่ที่ดูจะสวนทางกับเสียงลมหายใจของเมืองฟ้าอมรที่เรา
เพิ่งจากมา




เราเดินมาถึงที่พัก "เรือนแรมลูกไม้" เกสเฮ้าส์ที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียล เป็นอาคารสูง 2 ชั้น ตัวบ้านก่ออิฐฉาบปูนทาสีขาวทั้งหลัง ขณะที่เรามาถึงประตูหน้ายังปิดสนิท เลยเดินอ้อมไปด้านหลังของเกสเฮ้าส์ ตามทางเดินที่อยู่ติดกับแม่น้ำโขง แล้วก็พบเพียงหอยทากตัวเล็กตัวน้อยกำลังคลานต้วมเตี้ยมไปตามขอบประตู
และระเบียงไม้ที่ยังชื้นด้วยน้ำค้างของเมื่อคืน บรรดาสิ่งมีชีวิตที่เดินนวยนาดเหล่านี้ ดูเหมือนจะไม่อีนังขังขอบกับผู้มาเยือนเอาเสียเลย เมื่อมองเข้าไปในตัวบ้าน ผ่านต้นไม้ที่ผลิใบเขียวครึ้มก็ไม่พบสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน เราจึงโทรติดต่อกับเจ้าของเกสเฮ้าส์อีกครั้ง ปลายสายบอกว่ามาเร็วไปหน่อย เลยต้องนั่งรอแม่บ้านที่จะเข้ามาเปิดที่พักให้ตอนแปดโมงเช้า เวลาและบรรยากาศอย่างนี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการทอดสายตาไปยังแม่น้ำโขง ที่มีทิวเขาฝั่งลาวเป็นฉากหลังไกลสุดลูกหูลูกตา และถ้าหากเราเงี่ยหูฟังให้ดีๆ จะได้ยินหอยทากกำลังสนทนากัน



ขณะเพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์ริมโขงสักพักใหญ่ เสียงลั่นกลอนประตูหน้าบ้านจึงดังขึ้น เพียงครู่เดียวประตูหลังก็แง้มออกมา แม่บ้านวัยกลางคนกับสาวน้อยคนหนึ่งที่ขี่มอเตอร์ไซค์ตามมาทีหลัง เข้ามาทักทายด้วยไมตรีก่อนจะเปิดห้องพักให้เรา ความเมื่อยล้าจากการนั่งรถมาทั้งคืนถูกขจัดด้วยน้ำอุ่น ก่อนจะออกไปหามื้อเช้ารองท้อง เพราะที่นี่ไม่มีอาหารบริการ ห้องน้ำส่วนตัวมีให้เพียงห้องเดียว คือห้องใหญ่ชั้นล่างที่เราพัก ส่วนห้องพักชั้นบนเป็นห้องน้ำรวม มีจักรยานและมอเตอร์ไซค์ให้เช่า เที่ยวชมเมืองเชียงคานแบบเหมาเป็นรายวันและรายชั่วโมง สำหรับเรามอเตอร์ไซค์ดูจะคุ้นเคย และขี่คล่องซอกแซกไปได้ไกลกว่าอย่างอื่น
ว่าแล้วเราก็ไปกันเลย.....โล้ดดดด









โปรดติดตามตอนหน้า...
2/6/52


2.

ตามทางฝันของใคร...อีกหลายคน








เราขี่พาหนะสองล้อลัดเลาะตามซอกซอยต่างๆ ของถนนชายโขงที่เลียบไปกับแม่น้ำโขง ผ่านร้านค้าของฝากของที่ระลึกซึ่งต่างตกแต่งร้านในแบบของตนเพื่อดึงดูดใจ
นักท่องเที่ยว เราแวะกินมื้อเช้ากันที่ร้านสุวรรณรามา เจ้าของร้านสาวสวยบริการด้วยความเป็นกันเอง ภายในร้านมีร่องรอยของอดีตให้เดินชมอย่างเพลินเพลินระหว่างรอทานอาหาร ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวของเครื่องใช้ที่เกี่ยวกับการฉายหนัง เช่น เครื่องฉายหนัง 16 ม.ม. ใบปิดหน้าหนัง บัตรเข้าชม แผ่นเสียง ไมล์สำหรับพากย์เสียง และอื่นๆ อีกหลายอย่าง จากการสอบถามเจ้าของร้านจึงรู้ว่า ที่นี่ในอดีตเป็นโรงหนังเก่าแก่ของอำเภอเชียงคาน เธอถือเป็นรุ่นหลานแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมไม่น้อยที่คนรุ่นใหม่ยังให้ความสำคัญกับรากเหง้า
ของตนเองเช่นนี้



หลังมื้อเช้าเรียกพลังกลับมาแล้ว ก็ได้เวลาตระเวนหาซื้อโปสการ์ดสวยๆ และของฝากที่หมายตาไว้ เราจอดรถข้างทางแล้วออกเดินอย่างไม่รีบเร่ง แม้จะประหวั่นเรื่องฟ้าฝนที่กำลังตั้งเค้าอยู่บ้าง แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างของที่นี่ดึงดูดให้ความกังวลใจหดเหลือเท่าหัวไม้ขีด ขณะเดินเพลินๆ เหลือบไปเห็นบ้านหลังหนึ่งติดโปสเตอร์เชิญชวนนักท่องเที่ยว ให้แวะชมนิทรรศการภาพถ่ายของศิลปะอิสระที่ร้าน "ลมรำเพย" ภายใต้แนวคิด "เชียงคานในมุมของผู้มาเยือน" สำหรับคนรักการถ่ายภาพต้องไม่พลาดชม ร้านนี้อยู่ซอย 17 เมื่อไปถึงเห็นสาวน้อยคนหนึ่งนั่งจดจ่อหน้าเล็บทอปอยู่คนเดียว เราเลยเข้าไปทักทายพร้อมกับ เดินชมภาพนิทรรศการและสินค้าในร้านของเธอไปเรื่อยๆ เราซื้อกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ กางเกงเลลายดอกกับเสื้อยืนคอกลม เป็นการอุดหนุนและให้กำลังใจที่จัดนิทรรศการให้เราชม เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะทั้งคนซื้อคนขาย เป็นราคามิตรภาพที่คุ้มค่าแก่การจับจ่ายจริงๆ ออกจากร้านลมรำเพยแล้วเราก็แวะมันไปเรื่อย อีกร้านคือ "ร้านไอเดีย ดีดี" ได้โปสการ์ดสวยๆ มาสี่ใบ พร้อมกับเรื่องราวเบื้องหลังของร้านเก๋ๆ ที่เธอและเพื่อนร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้น เธอเล่าให้ฟังว่า ทำร้านนี้
มาปีกว่าแล้ว ทุกวันนี้เธอจะมาเปิดร้านเฉพาะเสาร์อาทิตย์ เพราะต้องทำงานประจำที่นิตยสารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โอ้แม่เจ้า...ทุกสัปดาห์ต้องนั่งรถหลังคดหลังแข็ง
กว่าสิบชั่วโมง เพื่อมาอยู่กับสิ่งที่ตนเองฝันและรักที่จะทำ...ได้ใจจริงๆ เลยน้องเอ๋ย...







ยังมีร้านอีกหลายแห่งที่ยังไม่เปิดอาจเพราะยังเช้าเกินไป แต่มีอยู่ร้านหนึ่งตั้งแต่วันไปยันวันกลับยังไม่เคยเห็นประตูร้านแง้มต้อนรับใครเลย
แต่ชอบชื่อร้าน "รักเลย" สั้น กระชับ ดีจังเลย

ได้ของฝากและโปสการ์ดแล้วเราตัดสินใจขี่รถไปดูรอบนอกบ้าง จึงมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกด้านอำเภอปากชม คิดในใจแค่ไปเรื่อยๆ
ชอบที่ไหนก็แวะชมแบบชิวชิว (ใจคิดว่าจะขี่เลียบแม่น้ำโขงไปหนองคายเล้ยยย)
บึ่งรถมาประมาณ 5 กิโล ก็ถึง "แก่งคุ้ดคู้" แวะเข้าไปดูความอลังการของ
เกาะแก่งแม่น้ำโขงกันหน่อย แต่...น้ำแห้งขอด จึงได้แต่เพียงมองดูทิวเขา
ฝั่งลาวลิบๆ กับก่อยอดหญ้าเขียวที่ผุดขึ้นเป็นเทือกเมื่อเวลาน้ำโขง
ลดฮวบฮาบเช่นนี้




"แก่งคุดคู้" มีจุดชมวิมที่สร้างเป็นซุ้มขนาดใหญ่ไว้ให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชม
ทัศนียภาพโดยรอบ มีที่นั่งพักเป็นจุดๆ บริเวณลานจอดรถมีร้านค้าขายของฝาก
และของกินหลายอย่าง โดยเฉพาะมะพร้าวแก้วอันลื่อชื่อ แต่เจ้าไหนเด็ดที่สุดคง
ต้องไปลุ้นเอาเอง เพราะเขาบอกว่า "อร่อยทุกร้าน"

นั่งพักกินลมชมแก่งไปสักครู่ ฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมา และหนาเม็ดขึ้นเรื่อยๆ สั่นคลอนความตั้งใจที่จะเดินทางต่อ เพราะเราไม่ได้เตรียมชุดกันฝนมาเลย
หากฝืนขี่ฝ่าสายฝนไปต่อยังอำเภอปากชม หรือเลยเถิดไปถึงหนองคายตามที่คิดไว้ อาจเป็นการเสี่ยงเกินไป เนื่องจากความไม่คุ้นเคยกับถนนหนทางและความเปียกลื่นจากสายฝน จึงทำได้แค่นั่งรอให้ฝนหยุดแล้วค่อยไปต่อดีกว่า

นั่งมองเมฆก้อนดำมหึมาบนท้องฟ้าพักใหญ่ แล้วในที่สุดต้องถอดใจ เพราะดูท่าฝนจะไม่หยุดตกง่ายๆ รอกระทั่งฝนซาแล้วเราจึงหันหน้ากลับที่พักไปหากาแฟอุ่นๆ สักแก้วแก้หนาว
น่าจะเวิร์คที่สุดในตอนนี้ โดยไม่รู้ว่าทางข้างหน้าต่อจากนี้จะต้องเจออะไร
ที่ไม่คาดคิด...ใช่สิ ก็ชีวิตมันมีอะไรแน่นอนซะที่ไหน

โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป
3/6/52


3.

คืนวันอันหนาวเหน็บ...

หลังออกจากแก้งคุดคู้ได้เพียงครู่เดียวฝนก็กระหน่ำลงมาอีกแบบไม่ทันตั้งตัว เล่นเอาเปียกโชก
เหมือนลูกหมาตกน้ำ ตัดสินใจขี่รถฝ่าสายฝนกลับที่พักเลยดีกว่า ไหนๆ ก็เปียกแล้ว เลยตกเป็นเป้าสายตาของชาวบ้านที่นั่งหลบฝนตามเพิงริมถนน เขาคงคิดว่าเจ้าบ้านี่มันจะรีบไปไหนนักหนา ถึงได้ขี่รถมอเตอร์ไซค์ท่ามกลางฟ้าฝนที่กำลังคึกคะนองอย่างนี้ ผิวหน้าที่ถูกแรงปะทะจากฝนเม็ดเป้งอาจทำให้รู้สึกเจ็บแสบบ้าง แต่รอยยิ้มใสๆ ของเด็กคนหนึ่งในเพิงพักแห่งนั้นทำให้ปรอทวัดความสุขในตัวสูงขึ้นจนรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจริงใจ

ก็อย่างที่บอก...มันมีอะไรแน่นอนเสียที่ไหน พอกลับมาถึงที่พักจัดแจงล้างเนื้อตัวแล้วฝนที่ตกไม่ลืมหูลืมตาก็หยุดโดยฉับพลัน เฮ่อ...เดาใจยากเหมือนกันนะฝนฟ้าเนี่ย

กาแฟไอกรุ่นกับบรรยากาศฟ้าหลังฝนถือเป็นของขวัญชิ้นพิเศษที่เชียงคานมอบให้ คลอเคล้าด้วยบทเพลงให้เธอในท่วงทำนองแจ๊สผ่านปลายนิ้วของ อ.แดน อยู่ประเสริฐ ช่วยให้โลกใบเล็กที่อยู่ตรงหน้าพลันอ่อนหวานละมุนละไมขึ้นเยอะเชียว

เหมือนดังว่าเข็มเวลาของที่นี่ลืมหน้าที่ด้วยความเต็มใจ...


อย่างไรก็ตาม...ถึงโลกจะหยุดหมุนได้ชั่วขณะ แต่ไม่อาจสกัดความหิวได้...มื้อค่ำนี้น่าจะเป็นมื้อที่พิเศษสักหน่อย น่าจะลองลิ้มรสอาหารพื้นเมืองดูบ้าง โดยเฉพาะเมนูปลาทั้งหลายจากแม่น้ำโขง เขาว่านำปลาสดๆ จากกระชังมาปรุงอาหารกันเลยทีเดียว อย่างนี้ ต้องลอง.....เลย